เคยสังเกตไหมครับ? ถ้าเจ้านายสั่งงานชิ้นหนึ่งแล้วบอกว่า “ขอเดือนหน้านะ” เราก็มักจะไปเริ่มทำสัปดาห์สุดท้ายก่อนส่ง หรือถ้าเราบอกตัวเองว่า “วันนี้จะนั่งเคลียร์บ้านทั้งวัน” การกวาดบ้านถูบ้านธรรมดาๆ ก็จะใช้เวลาลากยาวไปจนถึงเย็นจริงๆ ทั้งที่ปกติทำแค่ชั่วโมงเดียวก็เสร็จ
ทำไมงานชิ้นเดียวกันแท้ๆ พอมีเวลาให้เยอะ มันถึงได้ใช้เวลาทำเยอะตามไปด้วย? คำตอบเรื่องนี้ถูกอธิบายไว้ด้วย “กฎของพาร์กินสัน” ครับ
กฎของพาร์กินสัน คืออะไร?
Cyril Northcote Parkinson นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษได้ตั้งกฎนี้ขึ้นมาหลังจากสังเกตระบบการทำงานของระบบราชการ ใจความสำคัญของมันคือ:
“งานจะขยายตัวออกไป เพื่อเติมเต็มเวลาทั้งหมดที่เรามีให้มัน” (Work expands to fill the time available for its completion)
พูดง่ายๆ คือ สมองเราจะบริหารความอืดอาดให้พอดีกับเดดไลน์ (Deadline) เสมอครับ ถ้าคุณให้เวลาตัวเองทำรายงาน 1 สัปดาห์ สมองจะทำให้งานนั้นดูยากและซับซ้อนขึ้นมาทันที เพื่อให้มันใช้เวลาทำครบ 1 สัปดาห์พอดี แต่ถ้าให้เวลาแค่ 2 ชั่วโมง สมองจะเข้าสภาวะเอาตัวรอด ตัดรายละเอียดไร้สาระทิ้ง แล้วโฟกัสเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้เสร็จทันเวลา
วิธีใช้กฎนี้ย้อนเกล็ดสมอง เพื่อทวงคืนเวลาว่าง
ในเมื่อรู้ทันสมองแล้ว เราก็ต้องใช้ประโยชน์จากกฎนี้ด้วยการ “จำกัดเวลาแบบเทียมๆ” ขึ้นมาบีบสมองครับ
- 1. บีบเดดไลน์ให้สั้นลงครึ่งหนึ่ง (Artificial Deadlines): ถ้าปกติงานนี้ต้องส่งวันศุกร์ ลองตั้งเป้าหมายกับตัวเอง (หรือบอกเพื่อนร่วมงาน) ว่า “ฉันจะทำส่งภายในวันพุธนี้” การบีบเวลาให้กระชั้นชิดขึ้นจะช่วยสร้าง “ความตื่นตัวที่มีประโยชน์” (Positive Stress) ทำให้เราเลิกเปิดแท็บช้อปปิ้งออนไลน์ เลิกไถโซเชียล แล้วก้มหน้าก้มตาทำมันให้เสร็จ
- 2. ใช้ระบบ Timeboxing (กล่องเวลา): แทนที่จะตั้งเป้ากว้างๆ ว่า “บ่ายนี้จะเคลียร์เอกสาร” ให้เปลี่ยนเป็น “บ่าย 1 ถึง บ่าย 2 จะเคลียร์เอกสารนี้ให้เสร็จ” พอหมดเวลาปุ๊บต้องหยุดทันที การสร้างกล่องเวลาปิดตายแบบนี้จะบังคับให้เราทำงานด้วยความเร็วสูงสุด
- 3. เล่นเกม “แข่งกับนาฬิกา”: ลองเปลี่ยนงานน่าเบื่อให้กลายซูเปอร์ฮีโร่ภารกิจกู้โลกดูครับ เช่น ตั้งนาฬิกาจับเวลาถอยหลัง 15 นาที แล้วท้าทายตัวเองว่าจะต้องพิมพ์อีเมลตอบลูกค้าให้เสร็จ 5 คนก่อนเวลาหมด ความสนุกเล็กๆ แบบนี้จะทำลายแรงต้านในการเริ่มทำงานได้ดีมาก
สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อคุณบีบเวลาทำงาน
- สมาธิจะนิ่งและเข้มข้นขึ้น: เมื่อเวลามีน้อย สมองจะคัดกรองสิ่งรบกวนรอบตัวออกไปโดยอัตโนมัติ
- เลิกนิสัยดองงาน: เพราะคุณไม่ได้เปิดโอกาสให้ตัวเองมีเวลาว่างไปนั่งผัดวันประกันพรุ่ง
- มีเวลาเหลือไปใช้ชีวิต: งานที่เคยลากยาวไปถึงทุ่มสองทุ่ม อาจจะเสร็จตั้งแต่บ่ายสาม ทำให้คุณมีเวลาเหลือเฟือไปทำสิ่งที่อยากทำจริงๆ
สรุป: อย่าปล่อยให้ “เวลาที่มี” เป็นตัวกำหนดความเร็วในการทำงาน แต่จงให้ “เนื้องานที่จำเป็น” เป็นตัวกำหนดเวลาครับ ลองบีบเวลาตัวเองดูสักตั้ง แล้วคุณจะทึ่งว่าจริงๆ แล้วคุณเป็นคนทำงานไวขนาดไหน!
ใส่ความเห็น