เวลาที่เราอยากให้ชีวิตดีขึ้น เรามักจะตั้งคำถามแบบตรงไปตรงมา เช่น “ทำยังไงถึงจะรวย?” “ทำยังไงงานถึงจะสำเร็จ?” “ทำยังไงแฟนถึงจะรัก?”
แต่รู้ไหมครับว่า บางทีการคิดหาทางสว่างมันยากเกินไป สมองจะตื้อคิดอะไรไม่ออก มหาเศรษฐีระดับโลกอย่าง Charlie Munger (คู่หูของ Warren Buffett) เลยชอบใช้เทคนิคที่เรียกว่า “Inversion Thinking” หรือ การคิดย้อนกลับ ในเมื่อคิดหาทางสำเร็จมันยากนัก… ก็คิดหาทาง “พังพินาศ” แล้วหลีกเลี่ยงมันซะเลยสิ!
Inversion Thinking คืออะไร?
แนวคิดนี้มีรากฐานมาจากนักคณิตศาสตร์ชื่อ Carl Jacobi ที่บอกว่า “Invert, always invert” (จงคิดย้อนกลับเสมอ)
“มันเป็นเรื่องง่ายกว่ามาก สำหรับมนุษย์เราที่จะหลีกเลี่ยงความโง่เขลา เมื่อเทียบกับการพยายามทำตัวให้ฉลาดล้ำเลิศ” — Charlie Munger
แทนที่คุณจะถามตัวเองว่า “ฉันจะทำให้โปรเจกต์นี้สำเร็จได้อย่างไร?” ให้เปลี่ยนคำถามใหม่เป็น “ฉันต้องทำอย่างไรบ้าง เพื่อให้โปรเจกต์นี้พังพินาศและล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง?” พอคุณได้รายการความพินาศมาแล้ว หน้าที่ของคุณมีแค่อย่างเดียวครับคือ “ห้ามทำสิ่งเหล่านั้นเด็ดขาด”
เปรียบเทียบวิธีคิด: แบบดั้งเดิม VS แบบย้อนกลับ
ลองมาดูความแตกต่างของการทำงานของสมองผ่านตารางนี้กันครับ แล้วคุณจะเห็นว่าวิธีคิดย้อนกลับมันสมองโล่งกว่าขนาดไหน
| เป้าหมาย | วิธีคิดแบบดั้งเดิม (คิดไปข้างหน้า) | วิธีคิดแบบย้อนกลับ (Inversion) |
| อยากลดน้ำหนัก | กินคลีนสูตรไหนดี? ต้องเข้าฟิตเนสวันละกี่ชั่วโมง? ซื้อเวย์ยี่ห้อไหนดี? | ทำยังไงให้อ้วนขึ้น? กินบุฟเฟต์ทุกวัน นอนดึกๆ ไม่ออกกำลังกายเลย = เลิกทำพฤติกรรมเหล่านี้ |
| อยากให้งานราบรื่น | จะจัดตารางงานยังไงให้เพอร์เฟกต์? ต้องเรียนคอร์สอะไรเพิ่ม? | ทำยังไงให้งานพัง/โดนด่า? ส่งงานเลท ไม่ตรวจคำผิด หนีประชุม ไถแชตทั้งวัน = กำจัดสิ่งเหล่านี้ออกไป |
| อยากมีความสัมพันธ์ที่ดี | ต้องซื้อของขวัญอะไรให้ประทับใจ? ต้องพูดหวานๆ แบบไหน? | ทำยังไงให้แฟนบอกเลิก? พูดจาประชดประชัน ขุดเรื่องเก่ามาโจมตี ละเลยความรู้สึก = ระวังไม่ทำสิ่งเหล่านี้ |
วิธีเอาไปปรับใช้ในชีวิตจริงเมื่อเจอ “ทางตัน”
ครั้งต่อไปที่คุณรู้สึกว่าชีวิตติดขัด คิดหาทางออกไม่ออก ให้หยิบกระดาษมา 1 แผ่น แล้วทำตาม 3 ขั้นตอนนี้ครับ:
- ตั้งคำถามด้านมืด: เปลี่ยนเป้าหมายของคุณให้เป็นความล้มเหลวที่แย่ที่สุด เช่น ถ้าอยากเป็นหัวหน้าทีมที่ดี ให้ถามว่า “ทำยังไงฉันถึงจะเป็นหัวหน้าที่ลูกน้องเกลียดและอยากลาออกมากที่สุด?”
- ระบายความพินาศออกมา: เขียนข้อจำกัดหรือพฤติกรรมแย่ๆ ออกมาให้หมด เช่น สั่งงานไม่ชัดเจน, จิกงานนอกเวลา, เอาแต่ด่าไม่เคยชม, รับความดีความชอบไว้คนเดียว
- พลิกกลับมาเป็นคาถาป้องกันตัว: เมื่อเห็นลิสต์ความพังแล้ว ให้บอกตัวเองว่านี่คือ Not-To-Do List ของคุณ แค่คุณถือศีลข้อเหล่านี้ไม่ให้ละเมิด ชีวิตและหน้าที่การงานของคุณก็ก้าวหน้ากว่าคนอื่นไป 80% แล้วครับ
สรุป: ชีวิตที่ดีขึ้น บางครั้งไม่ได้เกิดจากการตะบึงทำสิ่งใหม่ๆ ที่สมบูรณ์แบบ แต่อยู่ที่การ “อุดรอยรั่ว” ไม่ให้ชีวิตจมลงไปในหลุมพรางเดิมๆ ลองเอา Inversion Thinking ไปปรับใช้ดูครับ แล้วคุณจะพบว่าการใช้ชีวิตให้ไม่พัง มันง่ายกว่าการเค้นตัวเองให้ปังตั้งเยอะ!
ใส่ความเห็น